ทอนซิลอักเสบ โรคในลำคอที่ไม่ควรละเลย

31

ทอนซิลอักเสบ ถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยว่าจะเป็นผู้ใหญ่เรือเด็ก โดยเฉพาะในเด็กที่ที่มีอายุไม่เกิน 10 ขวบ ถึงแม้ว่าอาการดูจะไม่รุนแรงมากนักแต่หากเป็นบ่อย ๆ ก็อาจจะกลายเป็นเรื้อรังที่รุนแรงได้ ยิ่งหากรู้สึกเจ็บคอบ่อย ๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะจะเป็นโรคนี้ได้

ทอนซิลอักเสบ

ต่อมทอนซิล คืออะไร?

ต่อมทอนซิล คือต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณลำคอใกล้ ๆ กับโคนลิ้นทั้งสองข้างซ้ายขวา มีหน้าที่คัดกรองจับทำลายเชื้อโรค แบคทีเรียต่าง ๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกายผ่านท่านทางปาก และลำคอ เช่นการทานอาหาร ดื่มน้ำ รวมไปถึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

สาเหตุที่ทอนซิลอักเสบ

อาการอักเสบของต่อมทอนซิล สาเหตุหลัก ๆ มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส โดยหากมีอาการ ดังต่อไปนี้ก็ให้สันนิษฐานเบื้องต้นได้เลยว่ากำลังเป็นอาการอักเสบของต่อมทอนซิล

  • หากอ้าปากส่องกระจกดู แล้วพบว่าบริเวณโคนลิ้น และลำคอบวมแดง กดแล้วเจ็บ หรือต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม โต อย่างเห็นได้ชัด
  • ทานอาหารลำบาก เวลากลืนรู้สึกเจ็บที่คอ มีกลิ่นปากแรง
  • หลังจากทานอาหารเสร็จ อาจจะมีอาการอาเจียนออกมา
  • ปวดร้าวที่กกหู ปวดศีรษะ มีไข้ หนาวสั่น
  • เสี่ยงเปลี่ยนไป เพราะเกิดจากต่อมทอนซิลโต

หากเกิดอาการทอนซิลอักเสบควรดูแลตัวเองอย่างไร

หากพบว่าตัวเอง บุตรหลาน หรือคนใกล้ชิด มีอาการอักเสบของต่อมทอนซิล ควรจะดื่มน้ำสะอาด โดยควรเป็นน้ำอุ่น ทานอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น หรือการใกล้ชิด สัมผัส การใช้ของร่วมกันกับผู้ป่วยเพราะอาจจะทำให้เกิดการติดต่อของเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียได้ รวมไปถึงควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และการสัมผัสฝุ่นควัน

การรักษาอาการอักเสบของต่อมทอนซิล

การรักษาแพทย์จะรักษาตามความรุนแรงของอาการ หากไม่รุนแรงมากเช่น เจ็บคอเล็กน้อย ทานอาหารไม่ลำบากมากนักก็ไม่จำเป็นต้องทานยา แต่หากมีอาการที่รุนแรงมากขึ้นเช่นทานอาหารลำบาก มีไข้ ก็อาจจะใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา เมื่อทานยาแล้วอาการก็จะเริ่มดีขึ้นภายใน 3-7 วัน

หรือหากมีอาการเรื้อรังรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อน จนการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผลซึ่งผู้ป่วยประเภทนี้จะมีอาการอักเสบของต่อมทอนซิลมากกว่า 7 ครั้งภายใน 1 ปี (ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์) ก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดด้วยการผ่าตัดจึงจะหายเป็นปกติ

ดังนั้นหากสงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดกำลังเป็นทอนซิลอักเสบควรรีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง หากปล่อยให้เรื้อรัง หรือรักษาด้วยตัวอย่างผิดวิธีอาจจะทำให้มีอาการเรื้อรังที่รุนแรงจนยากต่อการรักษาได้